MrChoke.Org

บันทึกสีดำ

Month: July, 2005

โรงเรียนถูกเผา

บทเพลง โรงเรียนถูกเผา
โดย วงราษฏร

*(สร้อย)
ครูครับโรงเรียนถูกเผา พวกเขามาเผาทำพรือ
คนเขาพากันเล่าลือ ว่าใครคือคนเผาโรงเรียน ว่าใครคือคนเผาโรงเรียน
ใครเป็นคนเผาเป็นคนเผาโรงเรียน เขาใช้เป็นที่อ่านเขียนให้เด็กได้เรียนพากเพียรวิชา
ให้เด็กได้เรียนพากเพียรวิชา
*(สร้อย)
นรา ยะลา ปัตตานี ถูกอัคคีเพื่อนบ้านที่โก-ลก ทั้ง 36 น้ำตาตกหัวอกผวา โอ้นักเรียนจ๋า ร้องหาที่เรียน
โอ้นักเรียนจ๋าร้องหาที่เรียน
บันทึกเป็นเหตุการณ์ประวัติศ่าสตร์ จากเด็กสุราษฏร์ ถึงเจาะไอร้องสุไหงปาดี
ถูกมีคนเผา คนเขาคอยแย่งชิง คนเขาคอยแย่งชิง
*(สร้อย)
เก้าอี้เด็กโดนเผา ใครเผาเก้าอี้นี้หนา ท่านรมต. ศึกษา
จงค้นหาว่าใครเผาโรงเรียน จงค้นหาว่าใครเผาโรงเรียน
*(สร้อย)*(สร้อย)*(สร้อย)….
…จบ…
burning_school.mp3

บทเพลงเพื่อชีวิตที่สะท้อนปัญหาเรื่องราวของชายแดนภาคใต้บนเพลงหนึ่งจากวงรา ษฏร เพลงนี้เขียนตอนที่โรงเรียนโดนเผา 36 โรงพร้อมๆ กัน จริงๆ แล้วเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้ไกลตัวเราเลย เรื่องของความคิดที่แปลกแยก ความคิดที่มีอยู่โดยทั่วไปในสังคมมนุษย์ แต่ถ้าเป็นความเป็นที่เป็นกลุ่มก้อน เป็นลัทธิที่คนกลุ่มอื่นไม่ยอมรับย่อมมีผลกระทบต่อการอยู่ด้วยกัน ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ความขัดแย้งอันเนื่องมาจากผลประโยชน์แอบแฝงเป็นเรื่องน่ากลัว หวังใช้ผู้บริสุทธิ์เป็นเครื่องมือ … จงรักคนรอบข้างอย่าให้เขาหรือเราเป็นสิ่งแปลกปลอมในสังคม….

ถึงคนเคยรักเรา…

Happy Birthday to you.
21 ก.ค. 2548

ภาษาใต้: เเหย๊ะ

ภาษาใต้วันนี้ขอเสนอคำว่า “แหย๊ะ” โดยความหมายแล้วจะหมายถึงการที่เรารับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มไม่หมด เช่น “ไอ้บาวกินข้าวแหย๊ะประจำเลยนิ๊” หมายความว่า “ไอ้หนุ่มทานข้าวเหลือเป็นประจำเลยนะ” อาจจะใช้กับนักการเมืองโกงกินบ้านเมืองก็ได้นะผมว่า กินกันจนแหย๊ะ ประมาณว่ากินกันจนไม่หวาดไม่ไหว :-)

เสียงจากดิน…ถึงฝากฝั่งฝัน

บนถนนแห่งความฝัน..

ฉันเรียนรู้มันว่าเสียงเรียกร้องจากความต้องการมันยิ่งใหญ่เกินกว่าสองมือของฉันรับได้…

เสียงจากจิตมันแผดร้องก้องไกลกว่าสองหูฉันจะรับได้…

ภาพแห่งความฝันมันบรรเจิดเลิศเลอกว่าสองตาฉันแยกแยะออกจากความเป็นจริง…

กลิ่นแห่งร้อยรักทะลักเกินกว่าจมูกฉันต้านทาน

และความรู้สึกมันบริสุทธิ์เกินกว่าสองมือสองเท้าฉันยัดเยียดให้…

เดินยังเดินไม่เกินช่วงชีวิต ฉันจะหยุดเดินเมื่อเกินช่วงชีวิต…

วงราษฏร เพื่อชีวิตชาวใต้…

ต่อเนื่องจากงาน NSC จริงๆ แล้วกำหนดการเดินทางไปเช้าเย็นกลับ แต่มันเป็นวันศุกร์เลยเลื่อนตั๋วอยู่ต่ออีกสองวัน เสร็จงาน NSC แล้วก็ไปคณะเดิมที่เคยเรียน ไปหาเพื่อนๆ และเวะไปดูเครื่อง Server lotus.psu.ac.th ด้วยกำลังแน่นิ่งพอดี แถมยังได้ข่าวร้ายว่าเครื่องจะโดนเรียกคืนอีก แต่ อาจารย์จะให้ยืมเครื่องส่วนตัวมาตั้งแทนก่อนก็ถือว่าข่าวดี นั่งรอเพื่อนเลิกงานแสนจะทรมานเพราะไม่ได้นอนไป กลัวตกเครื่องบิน ฮ่าๆ จะหลับก็ไม่ได้อาจารย์เดินไปเดินมาหลายคน แต่ก็แอบไปหลายงีบเหมือนกัน ตอนเย็นก็มีนัด ทานข้าวกับน้องที่หาดใหญ่ นัดกันที่คาร์ฟู ที่โดนบึ้มไปเมื่อวันก่อน จะไปกิน MK กันแต่ต้องรอพี่แดงเพื่อนอีกคนกลับมาจากสอนที่ ราซภัฏสงขลา ตุ๊กเพื่อนอีกคนออกไปรับ แต่กลับมาโดยไม่มีพี่แดง บอกให้ผมไปรับแทนบอกว่านั่งอยู่ที่ร้านเบียร์ปั๊มไก่ชน เอ..มีอะไรแปลกๆ ทำไมไม่พามาด้วย พอไปถึงก็หายสงสัยครับ พันธมิตรเก่า นั่งกันเต็มเลยพี่ๆ บุคลากรคณะนั้นเอง มีน้องๆ ด้วยและมีคนใหม่ๆ ด้วย ทีมนี้เป็นทีมที่สร้างวีรกรรมกันไว้เยอะ ตั้งแต่สมัยผมยังเรียนอยู่ที่นั้น กลุ่มผมจะสนิทกับบุคลากรคณะเมาด้วยกันประจำ วันนี้นัดกันมาช่างเหมาะเจาะ แล้วผมจะดึงพี่แดงไปยังไงละเนี๊ยะ นั่งคุยกันอยู่
นานกว่าจะดึงออกมาได้โดยบอกว่าอีกครึ่งชั่วโมงจะกลับมา ก็ไปกิน MK กันกินเสร็จก็กลับเลยปล่อยให้สาวๆ ไป shopping กัน ต่อสุดยอดจริงๆ หนุ่มๆ สองคนนี้ฮ่าๆ กลับไปเป็นเรื่องครับ ครึ่งชั่วโมงกลับเป็น ชั่วโมงกว่า เมากันแล้วด้วย มีเสียงดังกันเล็กน้อยเพราะน้อยใจ ที่เค้าอุตสาห์ปล่อยเมียไว้ที่บ้านแต่น้องๆ กลับทิ้งไป ฮ่าๆ ปลอบกันพักใหญ่เบียร์กองใหญ่ก็เลิกกัน พี่ๆ เค้าท้าแข่ง snook พนันข้าวต้มรอบดึกกันอีก ไอ้เราก็แทงไม่เป็นกับเค้าไปนับแต้มให้เค้าก็ได้ สีไหนกี่แต้มยังจำไม่ค่อยได้อาศัยนักกีฬาคอยบอกให้ แต่ก็นับง่ายนะ เพราะส่วนมากก็ -7 ซะส่วนใหญ่ 1 ชั่วโมงหมดเวลาก็ไปหาข้าวต้มกินกัน ก็กลับมานอนแสนจะสบาย..เหนื่อยจริงๆ อ้อลืมไปว่าตอนค่ำรุ่นพี่อีกคนก็นัดเจอเหมือนกัน แต่พี่เค้าพาลูกไปดู concert ที่ตึกทองจันทร์ ใน มอ. ก่อนแล้วค่อยว่ากัน อ้ายเราก็นัดซ้อนขอเลื่อนเป็นอีกวันแต่พี่เค้าต้องไปถอนฟัน เลยต้องผิดนัดไป

วันต่อมาสาครเพื่อนอีกคนมาหาดใหญ่อีกคนเลยหาที่นั่งกันก็ลงมติกันว่าจะไปร้า นบาร์โรย ร้านเพื่อชีวิตแถวเดียวกับชูการ์บีต ตอนแรกก็จะไปชูการ์บิตนะแหละ เพราะน้องเค้าไปกันแต่เค้าไปกันกลุ่มใหญ่เลยไม่ไปดีกว่าเดี๋ยวจะเสียบรรยกาศ เพราะแก่ๆ กันหมดแล้ว เลยไปนั่งกันที่ร้านบาร์โรยแทน ร้านนี้ไม่เคยนั่งเพราะสร้างตอนผมเรียนจบแล้ว บรรยากาศก็ดีคนับมีสองชั้น ผมขึ้นไปชึ้นสองนั่งริมๆ ดูดนตรีด้วยหัวค่ำเป็นโฟร์คเพื่อชีวิตเล่นคนเดียว เสียงดีผีมือเข้าขั้นฟังแล้วเพราะได้อารมณ์ดี กลังจากนั้นก็มีวงขึ้นมาเล่น ปกติแล้วจะเป็นวงบาร์โรยแต่วันนี้ติดไปเล่นงานบวช เลยมีวงจากนครมาเล่นแทนชื่อวงราษฏร มีเพลงแต่งเองมาเล่นให้ฟังซะส่วนใหญ่และมีซีดีมาขายด้วยเลยซื้อเอาไว้ ฝีมือก็ใช้ได้ แต่ที่ชอบคือมีนักดนตรีผู้หญิงด้วย จริงๆ แล้วชอบนักดนตรีผู้หญิงอยู่แล้ว สำหรับคนนี้เธอเล่นกีต้าร์ และร้องนำด้วย แต่งตัวแบบเพื่อชีวิต ไม่แต่งหน้าทาปาก ไม่มีต่างหู ใส่กางเกงลายพลางทหาร รองเท้าหนัง แต่เธอดูดีไม่แพ้สาวเมืองกรุงที่แต่งหน้ากันจนนึกหน้าจริงๆ ไม่ออก ประทับใจดีครับ แต่เสียดายว่าร้องเพลง และ พูดเบาไปหน่อย ได้ฟังเพลง ร้อยบุปผา โดยเธอเป็นคนร้องก็ฟังเพราะไปอีกแบบเสียดายถ่ายรูปมาไม่ชัดกล้องไม่ค่อยชัด ว่างๆ ผมจะเขียนถึงบทเพลงของวงราษฏรให้ได้อ่านกันครับ มีหลายเพลงน่าฟังทีเดียวตอนนี้ก็ทำเองแล้วเขียน CD เดินขายเอายังไม่มีค่ายเพลงกัน…เล่นเสร็จมีแขกโวยวายเล็กน้อยเพราะวงนี้เล ่นเพลงไม่คึกคักตามปกติดึกๆ จะเร่งจังหวะเอาใจแขกกัน แต่ก็มีวงขึ้นมาอีกวงเน้นมันแบบเพื่อชีวิตกู้สถานการณ์กลับมาได้..วันหลังต้ องไปฟังวงบาร์โรยเล่นเองสักครั้งว่าเป็นยังไงบ้าง…เลิกจากร้านบาร์โรยก็เด ินไปทักทายน้องเค้าที่ชูการ์บิตแล้วก็ไปหาข้าวต้มกินกัน ร้านเดิม นั่งๆ ไปมีรถมอร์เตอร์ไซด์ชนกับรถดูเสียงดังลั่นรถตู้เผ่นหนีไปตามระเบียบกินเสร็จ ก็เดินไปทางนั้นเพื่อนวิ่งไปดูกลับมารายงานว่ายังไม่ตาย อืมม ก็ยังดีดึกๆ รถหายากเลยเดินวนกลับมาที่หน้าชูการ์บิตอีกรอบเจอเอาตุ๊กๆ กันเดิมที่ไปส่งร้านข้างต้ม บังเอิญจริงๆ ตุ๊กๆ บอกว่าไม่บอกให้คอยก็หมดเรื่องฮ่าๆ ไม่ต้องเดิน…